เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ มีสิทธิทุกที่

สธ.ให้โรงพยาบาลสร้างความเข้าใจประชาชนถึงอาการวิกฤติฉุกเฉินที่เข้าเกณฑ์ “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ มีสิทธิทุกที่” หากมีข้อสงสัยสอบถามที่ 0-2872-1669 ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้าการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล “ฉุกเฉินวิกฤติ มีสิทธิทุกที่ หรือ UCEP”

ว่า โครงการนี้ช่วยให้ประชาชนที่เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติสามารถเข้ารับการรักษาโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทั้งรัฐและเอกชน ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการช่วยชีวิตโดยเร็วที่สุดภายใน 72 ชั่วโมง ผลการดำเนินงานตั้งแต่เริ่มโครงการเมื่อวันที่ 1 เม.ย.2560-30 กันยายน 2560 มีจำนวนผู้ป่วยขอใช้สิทธิ์ 15,243 ราย เป็นผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ 6,757 ราย หรือประมาณร้อยละ 44 ในจำนวนนี้อยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 3,117 ราย ส่วนใหญ่เป็นสิทธิ์หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
รมว.สธ.กล่าวอีกว่า ในช่วงเริ่มโครงการพบว่าประชาชนและสถานบริการยังมีปัญหาเรื่องเกณฑ์การเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติที่สามารถใช้สิทธิ์นี้ ดังนั้น หากเจ็บป่วยฉุกเฉินขอให้แจ้งสายด่วน 1669 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์ฉุกเฉินเป็นผู้ประเมินในเบื้องต้น และส่งเข้ารับการรักษายังโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด ถ้าเข้าไปยังสถานพยาบาลของรัฐก็จะเข้าสู่กระบวนการกองทุนแบบเดิม เช่น ประกันสังคม สิทธิ์ข้าราชการ สิทธิ์บัตรทอง แต่หากไปโรงพยาบาลเอกชนที่อยู่นอกคู่สัญญา จะใช้สิทธิ์ได้ในกรณีที่เกิดภาวะฉุกเฉินวิกฤติเท่านั้น ถ้าฉุกเฉินธรรมดา ฉุกเฉินไม่รุนแรง หรือแบบทั่วไปไม่สามารถใช้สิทธิ์นี้ได้
สำหรับอาการฉุกเฉินวิกฤติที่สามารถเข้ารับสิทธิ์รักษาฟรีคือ 1.หัวใจหยุดเต้น ไม่หายใจ ไม่ตอบสนองต่อการเรียกหรือกระตุ้น ไม่มีชีพจร จำเป็นต้องได้รับการกู้ชีพทันที 2.การรับรู้ สติเปลี่ยนไป บอกเวลา สถานที่ คนที่คุ้นเคยผิดอย่างเฉียบพลัน 3.ระบบหายใจ ไม่สามารถหายใจได้ปกติ หายใจเร็ว แรง และลึก หายใจมีเสียงดังผิดปกติ พูดได้แค่สั้นๆ หรือร้องไม่ออก ออกเสียงไม่ได้ สำลัก อุดทางเดินหายใจกับมีอาการเขียวคล้ำ 4.ระบบไหลเวียนเลือดวิกฤติอย่างน้อย 2 ข้อ คือตัวเย็นและซีด เหงื่อแตกจนท่วมตัว หมดสติชั่ววูบ หรือวูบเมื่อลุกยืนขึ้น 5.อวัยวะฉีกขาด เสียเลือดมาก เสี่ยงต่อการพิการ และ 6.อาการอื่นๆ ที่มีภาวะเสี่ยงต่อชีวิตสูง เช่น เจ็บหน้าอกรุนแรง แขน-ขาอ่อนแรงทันทีทันใด หรือกำลังชักขณะแรกรับที่จุดคัดแยก. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth